สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและของโลก

สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและของโลก

 

   ความหมายของสิ่งแวดล้อม   “Environment”

                ความหมายสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น

จากสิ่งแวดล้อมเทคโนโลยีและชีวิตให้ความหมายของสิ่งแวดล้อมไว้ดังนี้

            สิ่งแวดล้อมหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาและไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตตลอดจนสิ่งที่เป็นทั้งที่ให้คุณและให้โทษ

กลุ่มนักสิ่งแวดล้อมให้นิยามว่า “สิ่งแวดล้อม” หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา

ประเภทของสิ่งแวดล้อม 

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (Natural environment) สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า อากาศ ดิน น้ำ มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมอื่นประกอบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย

       –  สิ่งที่มีชีวิต (Biotic Environment) หรือเรียกว่าสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (Biological Environment)    เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของสิ่งที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์ มนุษย์

       –    สิ่งที่ไม่มีชีวิต (Abiotic Environment) หรือ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ อาจจะมองเห็นหรือมอง ไม่เห็น เช่น แร่ธาตุ อากาศ เสียง

2. สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made Environment) ได้จากทรัพยากรดั้งเดิม แล้วมนุษย์เป็นผู้ดัดแปลงเช่น ถนน บ้านเมือง ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมเป็นนามธรรม (Abstract หรือ Social Environment) เช่น วัฒนธรรม ประเพณี การเมือง ศาสนา กฎหมาย

                สิ่งแวดล้อม มีคุณสมบัติเฉพาะตัวในแต่ละประเภท สิ่งแวดล้อมนั้น ๆ อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆมีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์ต่อกันเป็นลูกโซ่  เมื่อทำลายสิ่งแวดล้อมหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ   เนื่องจากสิ่งแวดล้อมจะมีลักษณะที่ทนทานต่อการถูกกระทบแตกต่างกัน

                คุณสมบัติเฉพาะตัวของสิ่งแวดล้อม

  1. สิ่งแวดล้อมแต่ละประเภทมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีกลไกควบคุมการเกิดขึ้น
  2. สิ่งแวดล้อมนั้นจะไม่อยู่โดดเดี่ยวในธรรมชาติ
  3. สิ่งแวดล้อมหนึ่งมีความต้องการสิ่งแวดล้อมอื่นเสมอเช่น ปลาต้องการน้ำ เพื่อการอยู่รอดหรือต้องการรักษาสภาพตนเองหากขาดสิ่งแวดล้อมอื่นที่จำเป็นอาจสูญสลายได้
  4. สิ่งแวดล้อมจะอยู่กันเป็นกลุ่ม เรียกกลุ่มของสรรพสิ่ง (ระบบนิเวศ) ภายในระบบนิเวศมีองค์ประกอบ  หลากหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีหน้าที่เฉพาะ การอยู่ร่วมกันมีกลไกสิ่งแวดล้อมควบคุมกระบวนการต่างๆแสดงออกเป็นการทำงานร่วมกัน
  5. สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวเนื่องเป็นลูกโซ่ ดังนั้นเมื่อทำลายสิ่งแวดล้อมหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นเป็นลูกโซ่เสมอ
    1. สิ่งแวดล้อมแต่ละประเภทมักมีลักษณะทนทาน และเปราะบางต่อการถูกกระทบต่างกัน
    2. สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงช่วยคราวหรือถาวรก็ได้

กลไกสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 

มิติสิ่งแวดล้อม (environmental dimensions) แบ่งเป็น 4 มิติ

มิติของเสียและมลพิษ

มิติทรัพยากร

มิติเทคโนโลยี

มิติสิ่งแวดล้อม

มิติเศรษฐสังคม/มิติมนุษย์

  

1. มิติทรัพยากร resources dimensions หมายถึงทรัพยากรทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นมิติที่สำคัญเพราะมีบทบาทต่อมนุษย์ในการเอื้อประโยชน์ด้านอาหาร ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม
                  มิติทางทรัพยากรมี 4  มิติ
        1.  ทรัพยากรกายภาพ เป็นทรัพยากรพื้นฐานของระบอบสิ่งแวดล้อม
          2.  ทรัพยากรชีวภาพ เป็นมิติพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์เช่นป่าไม้ สัตว์ป่า พืชเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบสิ่งแวดล้อมและเป็นตัวฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของระบบ

         3.  คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์สิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการที่มนุษย์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาสร้างคุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ เช่น เกษตรกรรม พลังงงาน

                  4.  คุณค่าคุณภาพชีวิต เป็นกลุ่มทรัพยากรที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐสังคม  ผลที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรจะเป็นตัวชี้ประเด็นว่าสภาพของสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร
                มิติทรัพยากรที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ใช้การจัดการความยั่งยืนของระบบสิ่งแวดล้อม

           2. มิติเทคโนโลยี   เป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ความผิดพลาดของการนำเทคโนโลยีมาใช้อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

        3. มิติของเสียและมลพิษสิ่งแวดล้อม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

-                   ของแข็ง ได้แก่  กากสารพิษ ขยะ ฝุ่นละออง

-                    ของเหลว น้ำ น้ำมัน ไขมัน

-                   ก๊าซ  อากาศที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษ เขม่าควันออกไซด์ของไนโตรเจน ฯลฯ

-                   มลพิษทางฟิสิกส์  เสียง มลพิษของความร้อน  แสงสว่าง รังสี                       

        4. มิติเศรษฐสังคม/มิติมนุษย์ หมายถึงสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นองค์ประกอบภาคในสิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เช่น ประชากร กฎระเบียบ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับมนุษย์

ความสำคัญของนิเวศวิทยาต่อสิ่งแวดล้อม

             นิเวศวิทยาหากเสื่อมจะส่งผลต่อความไม่สมบูรณ์ของเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์  จึงมีการแก้ไขเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์

                1.  กลไกสิ่งแวดล้อมและความสมดุลย์ในธรรมชาติ

                กลไกสิ่งแวดล้อม(environmental mechanism) หมายถึงตัวจักรที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง อาจเป็นสิ่งแวดล้อมธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น กระบวนการทางนิเวศวิทยาเป็นรากฐานของกระบวนการทางสิ่งแวดล้อม   เพราะมีจุดกำเนิดและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กลไกแวดล้อมจะควบคุมกระบวนสิ่งแวดล้อมจนเข้าสู่ช่วงของความสมดุลและตลอดไป กลไกสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปประยุกต์ใช้วางแผนการจัดระบบสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพได้    ตัวควบคุมกลไกสิ่งแวดล้อมเป็น เครื่องมือ อุปกรณ์ หลักการ ทฤษฎีหรือเทคโนโลยี ขึ้นอยู่กับจะควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

           2. ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ 

                      1. ความหมายและคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ

                      2. การสูญเสียความหลากหลายและแนวโน้ม

                      3. อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

                     4. ประเทศไทยกับการเข้าร่วมในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

         นิยามของความหลากหลายทางชีวภาพ

                ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง การที่มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายสายพันธุ์และชนิดในบริเวณหนึ่งบริเวณใด
        

                ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ
                มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง คือ

               1. ความหลากหลายในเรื่องชนิด (Species diversity)
                ความหลากหลายในเรื่อง ชนิดของสิ่งมีชีวิต  หมายถึง ความหลากหลายชนิดของสิ่งมีชีวิต (Species)  ที่มีอยู่ในพื้นที่หนึ่งมีความหมาย 2 แง่ คือ

                     1.1   ความมากชนิด (species richness) หมายความถึง จำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิตต่อหน่วยเนื้อที่

                    1.2  ความสม่ำเสมอของชนิด (species evenness) หมายถึง สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่มีอยู่
         

           2. ความหลากหลายของพันธุกรรม (Genetic  diversity)  หมายถึง ความหลากหลายของยีนส์ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน  อาจมียีนส์แตกต่างกันตามสายพันธุ์ เช่น ข้าวมีสายพันธุ์นับพันชนิด มันฝรั่ง หรือพืชอาหารชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด มัน พริก ก็มีมากมายหลายสายพันธุ์ ความหลากหลายของพันธุกรรมมีน้อยในพืชเกษตรลูกผสม   ความหลากหลายของยีนส์มีคุณค่ามหาศาล นักผสมพันธุ์พืชได้นำสายพันธุ์พืชป่ามาปรับปรุง เพื่อเพิ่มผลผลิตและต้านทานศัตรูพืช โดยผลประโยชน์ตรงจุดนี้ก็เกิดกับมนุษย์นั่นเอง
               

          3. ความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecosystem diversity)
                ความหลากหลายของระบบนิเวศมีอยู่ 3 ประเด็น คือ
                3.1 ความหลากหลายของถิ่นตามธรรมชาติ
                แต่ละถิ่นกำเนิดก็มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่แตกต่างกันไป เช่น ลำน้ำพบควายป่า ในถ้ำมีค้างคาว เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วที่ใดมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติหลากหลายที่นั่นจะมีชนิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายตามไปด้วย
                   3.2 ความหลากหลายของการทดแทน
                ในป่านั้นมีการทดแทนสังคมพืช กล่าวคือ เมื่อป่าถูกทำลายจะโดยวิธีใดก็ตาม เช่น พายุพัดไม้ป่าหักโค่น ไฟป่า เป็นต้น พื้นที่จะเกิดที่โล่ง ต่อมาจะมีพืชเบิกนำ เช่น หญ้าคา และเมื่อทิ้งไว้โดยไม่รบกวนจะมีเนื้อไม้อ่อนโตเร็ว เช่น กระทุ่มน้ำ ปอหูช้าง เกิดขึ้น และต่อไปป่าดั้งเดิมจะกลับมาอีกครั้ง
               3.3 ความหลากหลายของภูมิประเทศ
                ในท้องที่บางแห่งมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติมากมาย เช่น ลำน้ำ บึง หาดทราย หุบเขา ภูเขา ลานหิน และมีสังคมพืช ในหลายๆ ยุคของการทดแทน มีทุ่งหญ้าป่าโปร่ง และป่าทึบ จะมีสรรพสิ่งมีชีวิตมากมายผิดกับในเมืองหนาวที่มีต้นไม้ชนิดเดียวขึ้นอยู่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่

ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ

                    ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชน์ทางตรง คือคุณค่าต่อทางเศรษฐกิจและสังคม ประชากรโลกประมาณ 3 ใน 4 ใช้พืชสมุนไพรจากป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว มีอุตสาหกรรมผลิตยาที่สกัดจากวัสดุธรรมชาติ     ด้านอาหารและวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมก็ได้จากสิ่งมีชีวิตที่พบในธรรมชาติหรือที่มนุษย์นำมาเพาะเลี้ยงนอกจากนี้ยังใช้เป็นไม้ประดับ
          ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คุณค่าทางเศรษฐกิจของความหลากหลายทางชีวภาพคือความพึงพอใจของมนุษย์ต่อทรัพยากรชีวภาพนั้นๆ ซึ่งเกิดจากการบริโภคทรัพยากร หรือคุณค่าของการใช้ (use value) และความพึงพอใจที่เกิดจากการไม่บริโภคทรัพยากรหรือ คุณค่าของการเก็บ (non-use value)

 คุณค่าของการใช้ แยกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. คุณค่าโดยตรง (direct use value) หมายถึงนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรงในด้านอุปโภค บริโภค เช่นนำน้ำผึ้งมาใช้บริโภค การเก็บของป่า การล่าสัตว์มาเป็นอาหาร  การนำพืชและสัตว์มาเพาะเลี้ยงและขายเป็นสินค้า และนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น ทำหัตถกรรมในครัวเรือน

2. คุณค่าทางอ้อม (indirect use value) เป็นคุณค่าที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์ต่างๆ  เช่น ผึ้ง นกและค้างคาวบางชนิดจะช่วยผสมเกสรให้แก่พืช    ป่าไม้ก็ให้ประโยชน์ทางอ้อมแก่มนุษย์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่ อนุรักษ์ดิน กักเก็บน้ำ ควบคุมน้ำท่วม รักษาวงจรของการเกิดฤดูกาล ช่วยลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ หรือระบบนิเวศจะให้คุณค่าทางอ้อมแก่มนุษย์ 

3. คุณค่าสำรอง (option value) เป็นคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพที่มนุษย์อาจจะมองไม่เห็น หรือยังเห็นไม่เด่นชัด จึงเก็บสำรองไว้ก่อนจนกว่าคุณค่าของทรัพยากรนั้นจะชัดเจนขึ้นในอนาคต  เช่นป่าเขตศูนย์สูตรมีความหลากหลายทางชีวภาพมากให้ความสำคัญมากด้านการศึกษา

 

คุณค่าของการเก็บ

 เป็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มนุษย์ยังไม่นำออกใช้ แยกออกเป็น   2 ชนิด ได้แก่

1. คุณค่ามรดก (bequest value)  ต้องการเก็บรักษาทรัพยากรนั้นไว้ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อให้ตกทอดไปสู่ชนรุ่นต่อไปได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรชีวภาพนั้น  

2. คุณค่าของการดำรงอยู่ (existence value) เป็นคุณค่าของสิ่งมีชีวิตที่ทุกชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีคุณค่าในตัวเองที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างอิสระเช่นเดียวกับมนุษย์
               คุณค่าของสิ่งแวดล้อม (total environmental value) เป็นคุณค่าทั้งหมดรวมไปถึงคุณค่าที่ประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ และคุณค่าที่มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดเข้าไป 

การสูญเสียความความหลากหลายทางชีวภาพ

                 โลกกำลังสูญเสียสัตว์และพืชในป่าเขตร้อน อย่างน้อย 27,000 ชนิดต่อปี ในป่าเขตร้อนและ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศอื่นๆ กำลังลดลงเช่น ในแนวปะการัง พื้นที่ชุ่ม บนเกาะ และบนภูเขา แม้ว่าจำนวนชนิดพันธุ์ที่สูญหายไปในระบบนิเวศนี้รวมกันแล้วยังเทียบไม่ได้กับจำนวนชนิดพันธุ์ที่สูญหายไปในป่าเขตร้อน    ในปัจจุบันสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกได้สูญพันธุ์ไปด้วยอัตรา มากกว่า 30,000 ชนิดต่อปี  จากหลักฐาน พบว่าก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิด  อัตราการสูญพันธุ์มีเพียง 1 ชนิดเท่านั้นที่สูญพันธุ์ในระยะเวลา    4 ปี ดังนั้น อัตราปัจจุบันจึงสูงกว่าในยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึง 120,000 เท่า นักชีววิทยาคาดว่าในอนาคต  หากขาดความพยายามอย่างใหญ่หลวงในการอนุรักษ์โลกจะสูญเสียร้อยละ 20 ของชนิดพันธุ์ ที่มีอยู่ในปัจจุบันไปในเวลา 30 ปี และร้อยละ 50 ของชนิดพันธุ์ ภายในสิ้นศตวรรษหน้า   แม้ว่าการสูญพันธุ์เป็นวัฏจักรของธรรมชาติ แต่การสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร่งอย่างเป็นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติ แสดงเห็นว่า   โลกกำลังเผชิญหน้ากับความหายนะ
               

         สาเหตุของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
      1. การนำมาใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายสัตว์และพืชป่าแบบผิดกฎหมาย
      2. การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ และการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นการคุกคามที่มีความรุนแรงที่สุดต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ รบกวนสภาพที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ ทั้งดิบชื้นและชายเลน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อน ความเป็นเมือง การท่องเที่ยว และภาวะมลพิษล้วนแต่ก่อให้เกิดการลดลงของจำนวนประชากรต่างๆ     
       

        อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
      ในปี พ.ศ.2530 สหพันธ์อนุรักษ์ธรรมชาติแห่งโลก ได้ยกร่างสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on biological diversity – CBD) ขึ้น ทั้งนี้ เพื่อวางมาตรการต่างๆ ในการคุ้มครองสิ่งมีชีวิตและถิ่นที่อยู่ที่หลากหลาย รวมถึงวางมาตรการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์   ในอนุสัญญา ได้มีผลบังคับใช้เป็นระเบียบนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก          เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 ถือว่าเป็นอนุสัญญานานาชาติฉบับแรกที่ครอบคลุมการอนุรักษ์ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ได้รับการลงสัตยาบันจากนานาประเทศทั่วโลก ประเทศไทยได้ลงนามรับรองอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ         ณ กรุงเอริโอ เดอ จาเนโร เมื่อปี 2535         
    อนุสัญญา มีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ   
             1. อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ     
             2. ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน    
             3. แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม   

        ประเทศไทยกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
             ประเทศไทยได้ลงนามให้การรับรองอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ในระหว่าง การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ณ ริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล     มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพขึ้น ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาวัตถุประสงค์และพันธกรณีของอนุสัญญาควบคู่ไปกับกฎหมายหลักของประเทศและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ในการอนุรักษ์และใช้ ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพของประเทศ              

         ประเทศไทยให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2546 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2547 ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ในลำดับที่ 188
              

   ความร่วมมือระหว่างอนุสัญญา

     อนุสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ 5 อนุสัญญา ได้แก่
          1. อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ  Ramsar Convention on Wetlands (Ramsar)   
          พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) หมายถึง “พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม มีน้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้น เองตามธรรมชาติและที่ มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมอยู่ถาวรและชั่วคราว  แหล่งน้ำนิ่งและน้ำที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึง พื้นที่ชายฝั่งทะเล และพื้นที่ของทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุดมีความ ลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร”
                พื้นที่ใดที่จัดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ    คือ ห้วย หนอง คลอง บึง บ่อ กระพัง (ตระพัง) บาราย แม่น้ำ ลำธาร แคว ละหาน ชายคลอง ฝั่งน้ำ สบน้ำ สระ ทะเลสาบ แอ่ง ลุ่ม กุด ทุ่ง กว๊าน มาบ บุ่ง ทาม พรุ สนุ่น แก่ง น้ำตก หาดหิน หาดกรวด หาดทราย หาดโคลน หาดเลน ชาย ทะเล ชายฝั่งทะเล พืดหินปะการัง แหล่งหญ้าทะเล แหล่งสาหร่ายทะเล คุ้ง อ่าว ดินดอนสามเหลี่ยม ช่องแคบ ชะวากทะเล ตะกาด หนองน้ำ กร่อย ป่าพรุ ป่าเลน ป่าชายเลน ป่าโกงกาง ป่าจาก ป่าแสม รวมทั้งนาข้าว นากุ้ง นาเกลือ บ่อปลา อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น
                อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ของนกน้ำ (Convention on Wetlands of International Importance especially as Waterfowl Habitat) หรือ อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) มีการประชุมเพื่อรับรองอนุสัญญาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2514  ที่เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2518 
                ประเทศไทยได้เข้าเป็นประเทศภาคีลำดับที่ 110 มีผลบังคับใช้วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541 โดยมีพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย คือ พรุควนขี้เสียน บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย พื้นที่ประมาณ 3,085 ไร่
          2.  อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ Convention on International Trade in Endangered Species (CITES)  หรืออนุสัญญาไซเตส  หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า อนุสัญญาวอชิงตัน (Washington Convention)  เริ่มมีผล บังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2518     สำหรับประเทศไทยลงนามรับรองอนุสัญญาในปี พ.ศ. 2516 และให้สัตยาบัน ในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 นับเป็นสมาชิกลำดับที่ 80    ประเทศที่เป็นสมาชิกจ่ายเงินอุดหนุนรายปี     
          3.  อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก World Heritage Convention (WHC) (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage – World Heritage Convention)
          เริ่มจากความพยายามของนานาชาติเพื่อหยุดยั้งความสูญสลายเสื่อมโทรมของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติอันทรงคุณค่าที่ตั้งอยู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก อนุสัญญาฉบับนี้ได้รับการรับรองจากรัฐสมาชิกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ในการประชุมใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ 17 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 โดยอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2518 ไทยเข้าร่วมแป็นสมาชิก เมื่อ สิงหาคม 2530
        4.  อนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพย้ายถิ่น Convention on Migratory Species (CMS)
        5.  อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ Convention on Biological Diversity (CBD)
                ได้จัดทำความตกลงร่วมกัน โดยได้มีการจัดตั้ง Biodiversity Liaison Group ขึ้นตามการร้องขอของสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในการประชุมครั้งที่ 7 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (Dicision VII/26) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอนุสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ
         นอกจากนี้ยังมีอนุสัญญาต่างๆอีกเช่น 
     – อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to Combat Desertification)
     – อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC)
     – อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุม การเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน
     – อนุสัญญากฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล (United Nations Convention on the Low of the Sea –UNCLOS )
มรดกโลกทางธรรมชาติเขตชีวมณฑล 
          เขตชีวภูมิศาสตร์  (Biogeography)   หมายถึงบริเวณจำกัดขอบเขตของท้องถิ่นและชนิดพันธุ์

ประจำถิ่นในภูมิภาคอินโดมาลายัน แบ่งเป็น 4 เขต
           1. อนุภูมิภาคอินเดีย(Indian  Sub-Region) บริเวณประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถาน มัลดิฟ     
           2. อนุภูมิภาคอินโดจีน (Indo-Chinese  Region) บริเวณพม่า จีนตอนใต้ ไต้หวัน ไทยเหนือคอคอดกระ
           3.  อนุภูมิภาคซุนดา( Sundaic Region )ไทยตอนใต้คอคอดกระ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ( ชวา          สุมาตรา บอร์เนียว
           4. อนุภูมิภาควาลลาเซียน(  Wallacean Sub Region)ฟิลิปปินส์  เกาะสุลาเวชี เกาะซุนดาน้อย

       

  

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s